Saturday, October 23, 2010

Fall of The Reich, Berlin 1945
part 2
Modeled by Thor Intararangson
ผลงานของคุณต่อลาภ อินทรเรืองศร
*ลงครั้งแรกในเวป MSOT ช่วง ส.ค.-ก.ย. 2553


วันนี้เริ่มทำสีในส่วนของตัวตึกและถนนเสร็จแล้ว เหลือเก็บรายละเอียดสีของพวกวงกบประตู หน้าต่าง และพื้นไม้ครับ สำหรับการทำงานสีบนปูนพลาสเตอร์นั้นทางที่ดีควรจะพ่นเคลียร์หรือสีรองพื้นเคลือบก่อนก็จะดีมากครับ เพราะถ้าเรารองพื้นไม่ดีปูนจะดูดสีมาก อย่างที่ผมได้ทำในตอนแรกตรงส่วนที่เป็นอิฐรองพื้นสีเทาอ่อนไว้บางๆ ตอนทาเก็บสีอิฐเลยต้องลงหลายรอบมากกว่าจะได้ทึบอย่างที่เห็นครับ

วิธีการทำสีในครั้งนี้ผมลองทำสีแบบเกลี่ยน้ำหนักไล่แสงเงาดูครับ เพื่อเป็นการจำลองแสงที่ตกกระทบลงบนพื้นผิวอาคาร และไล่น้ำหนักของสีให้ดูแตกต่างกัน ไม่เป็นสีเดียวกันไปทั้งหมดจะได้ดูมีมิติมากขึ้น ในขั้นตอนนี้สีจะยังดูสดและตัดกันมากครับ แต่หลังจากทำการเวทเธอริ่งแล้วสีทั้งหมดจะดูกลมกลืนขึ้น

ส่วนสีที่ใช้นั้นผมใช้สีกันเซ่สูตรทินเนอร์ทั้งหมดครับ จริงๆแล้วจะเลือกใช้สีอะครีลิคสูตรน้ำแบบหลอดก็ได้ครับ ก็จะสามารถทาเกลี่ยสีไล่สีได้ง่ายขึ้น เบอร์สีที่ลงให้ดูนั้นไม่ได้ตายตัวมีหลักๆ แค่สีเบอร์ 7 เท่านั้น ในการทำสีอิฐโดยผสมกับสีแดงจะออกน้ำตาลแดงดังรูปครับ จากนั้นก็เอาสีที่ได้ ไปผสมเหลือง ก็จะได้โทนน้ำตาลอมส้มเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเฉด แล้วก็เอาไปทา โดยทาเว้นร่องของสีเทาที่รองพื้นไว้ครับ และทาให้สลับก้อนกันไปมา จากนั้นก็เอาสีเดิมไปผสมสีดำอีกนิดหน่อยมาทาในบางก้อน ก็จะได้สีของอิฐที่มี 3 เฉดสีครับขั้นสุดท้ายก็เอาสีทั้งสองสีที่ผสมไว้ไปผสมขาวและเหลือง มาทาเกลี่ยไล่แสงเงาตามขอบมุมอิฐแต่ละก้อนอีกที ส่วนก้อนที่เป็นน้ำตาลเข้มใช้สีน้ำตาลแดงมาทาเกลี่ย ก็จะได้ออกมาแบบที่เห็นครับ

สีของพื้นหินและบนตัวอาคารที่เป็นสีเทา ใช้ดำกับขาวผสมกันครับ ทารองพื้นไปก่อนหรือจะใช้กันเซ่เบอร์40 เทาเยอรมัน รองพื้นก็ได้ครับ จากนั้นก็เอาสีพื้นไปผสมขาวให้สีอ่อนลงมาหน่อยแล้วดรายบรัชให้ทั่ว จากนั้นก็เอาไปผสมขาวเพิ่มให้สว่างขึ้นแล้วทาเกลี่ยตามขอบมุมอีกครั้ง กว่าจะไล่ทาเกลี่ยทั้งหมดก็เล่นเอาปวดมือเหมือนกัน







วิธีเพนท์สีไม้เมื่อก่อนเวลาที่ผมเพนท์สีในส่วนที่เป็นไม้ตามอาคาร ก็จะใช้สีกันเซ่เบอร์ 42 น้ำตาลเข้ม ทาลงไปทั้งหมดเลย แล้วค่อยเอาสีที่อ่อนกว่า มาดรายบรัชอีกที ก็จะได้สีของไม้แบบย้อมสีเข้มแต่สีที่ออกมาก็จะดูเป็นโทนเดียวกันไปทั้งหมด ไม่มีความแตกต่าง ในงานชิ้นนี้ก็เลยอยากลองทำในสิ่งที่ต่างออกไปบ้างครับ อยากจะได้โทนสีของไม้ที่มีหลายเฉดสี และมีน้ำหนักสีที่ดูแตกต่างกัน เข้มบ้างอ่อนบ้าง รวมถึงการไล่แสงเงาเพื่อให้เข้ากับสีของตัวตึกเลยทดลองเพนท์ด้วยสีอะครีลิคแบบหลอดดูครับ

วัสดูที่เหมาะกับการนำมาทำไม้ที่สุดก็คือ ไม้บัลซ่าครับ มีความหนาให้เลือกหลายขนาด มีผิวและลายของไม้อยู่แล้ว รวมถึงเวลาเอามาทำเป็นเศษซากที่หักออกมา รอยหักพังก็จะดูสมจริง แต่ข้อเสียก็คือ มีเสี้ยนหรือขุยเยอะครับ ต้องขัดให้ดีก่อน และถ้าโดนน้ำมากๆก็จะงอง่ายมากครับ วิธีที่ผมทำก่อนจะเอามาทำสีก็คือ พ่นหรือทารองพื้นด้วยสีทรายก่อนครับ พอแห้งแล้วก็ขัดเบาๆด้วยกระดาษทรายเบอร์ 400 เพื่อลบรอยเสี้ยนและขุยต่างๆออกไป ผิวจะเรียบขึ้นและทาเกลี่ยสีได้ง่ายขึ้นด้วยครับ

ส่วนสีที่ใช้เป็นสีอะครีลิคสูตรน้ำ ยี่ห้ออะไรก็ได้ครับ ผมเลือกใช้สีน้ำตาลเข้ม Burnt umber หรือจะใช้สีน้ำตาลโทนอื่นก็ได้ จะให้ผลที่ออกมาแตกต่างกัน รวมถึงการเลือกสีรองพื้นด้วยครับ เพราะเทคนิคที่ทำนี้มันจะเหมือนกับการย้อมสีครับ เป็นการทาเคลือบสีเข้มลงบนสีอ่อนบางๆ ทีละชั้น ยิ่งทับหลายชั้นสีก็จะยิ่งเข้มขึ้น ดังนั้นถ้าเรารองพื้นไม้ชิ้นแรกด้วยสีเทา ส่วนอีกชิ้นรองพื้นด้วยสีทรายแล้วใช้สีน้ำตาลเข้มมาทาเกลี่ยทั้ง2 ชิ้น ผลที่ออกมาก็จะได้โทนสีที่แตกต่างกันครับ ลองมาดูตัวอย่างกันเลยครับ เริ่มจากเอาสีบีบลงในจานสี แล้วผสมน้ำนิดหน่อยครับ ส่วนไม้ก็รองพื้นด้วยสีทราย และขัดเรียบร้อยแล้ว





ไปจุ่มน้ำให้ชุ่มๆนิดนึงก่อน แล้วไปจุ่มสี เวลาทา น้ำในพู่กันก็จะผสมกับสีทำให้สีนั้นอ่อนและจางลงครับ อย่างในรูปคือ จุ่มน้ำก่อนแล้วจุ่มสี ทาเคลือบบางๆก่อน 1 รอบ จะเห็นว่าสีทรายโดนย้อมด้วยสีน้ำตาลบางๆเทคนิคการย้อมสีแบบนี้จะเน้นที่การใช้พู่กันและน้ำครับ ถ้าเราใช้พู่กันแห้งๆไปจุ่มสี แล้วทา สีก็จะเข้มและทึบ แต่ถ้านำพู่กัน




จากนั้นทาทับรอบที่ 2 สีจะเริ่มเข้มขึ้น ใช้พู่กันุจ่มน้ำและเช็ดพอหมาด นำไปจุ่มสีและทาจะเกลี่ยสีได้ง่าย และสีจะทึบและดู

เข้มขึ้นครับ ถ้ารู้สึกว่าสีแห้งเกินไปและเกลี่ยยาก ก็จุ่มน้ำเปล่าแล้วมาเกลี่ยอีกที


การทาแบบไล่แสงเงานั้น เนื่องจากเราใช้สีที่เข้ม ดั้งนั้นเวลาทาก็จะเว้นส่วนที่เป็นแสงเอาไว้ครับ โดยทาเกลี่ยสีให้เข้มเพียงด้านเดียว และไล่ ให้สีอ่อนลงในด้านตรงข้าม ส่วนน้ำหนักอ่อนเข้มของสีนั้นก็ขึ้นอยู่กับการทาทับกันของสีครับ ยิ่งทาทับหลายรอบ สีก็ยิ่งเข้ม อย่างตัวอย่าง ในรูปแผ่นไม้ 2ชิ้นด้านล่าง ชิ้นที่สีอ่อนกว่าใช้พู่กันจุ่มน้ำเยอะๆ และทาให้สีจางๆแค่2รอบ ชิ้นด้านขวาที่เป็นโครงหลังคาก็ทาทับบางๆ เช่นเดียวกัน แต่ทาเกลี่ยให้สีบนแผ่นไม้แต่ละแผ่นดูอ่อนเข้มไม่เท่ากัน ส่วน ชิ้นด้านซ้ายเป็นส่วนของประตูสีเข้ม ใช้การทาเกลี่ยสีทับกันหลายรอบครับ



หลังจากที่ทำสีของพื้นไม้ และวงกบประตู หน้าต่าง เรียบร้อยแล้ว




เทคนิคนี้ถ้าได้ลองทำดูแล้วไม่ยากอย่างที่คิดครับ ยิ่งถ้าต้องการย้อมสีให้อ่อนๆจางๆ จะไวมากแป๊ปเดียวก็เสร็จ แต่สีเข้มอาจ ต้องใช้เวลาเกลี่ยหน่อย ส่วนโทนสีก็สามารถทำได้หลากหลายสี แล้วแต่เราจะเลือกสีโทนไหนมาใช้ทาเกลี่ยครับ ถ้าอ่านแล้ว ยังงงๆ หรือมีอะไรสงสัยก็ถามกันมาได้นะครับ

Monday, October 18, 2010

Fall of The Reich, Berlin 1945
part 1
Modeled by Thor Intararangson
ผลงานของคุณต่อลาภ อินทรเรืองศร
*ลงครั้งแรกในเวป MSOT ช่วง ส.ค.-ก.ย. 2553

วันนี้ได้โอกาสเอางานใหม่ๆ มาลงบ้างครับ หลังจากที่ผ่านมาได้แต่ทำงานฐานอย่างเดียว รถถัง ฟิกเกอร์ นี่ไม่ได้จับเลย แต่ข้อดีของการทำฐานเยอะๆ มันก็ช่วยให้ได้รู้อะไรเพิ่มขึ้นหลายๆอย่าง ทั้งเรื่องของเทคนิคการทำงาน การจัดวางที่คล่องขึ้นและการได้ลองทำสีหลายๆแบบ ไว้โอกาสหน้าจะเอางานฐานเปล่าๆ ที่ทำไว้มาลงให้ดูกันอีกทีครับ

สำหรับงานชิ้นนี้ มันเริ่มมาจากความอยากทำไดโอให้เสร็จเป็นชิ้นเป็นอันบ้างครับ หลังจากที่ไม่มีอันที่เสร็จสมบูรณ์มานานมากๆแล้ว เห็นความขยันของหลายๆท่านในห้องนี้แล้ว ไฟมันลุกครับ แต่จะเลือกทำชิ้นใหญ่ๆก็กลัวไฟจะมอดซะก่อน ก็เลยเอาเป็น Figures Vignette ละกัน ขนาดกระทัดรัดไม่น่าจะใช้เวลานาน...นั่นคือความคิดในตอนแรกครับพอเริ่มทำมันก็ฟุ้งเพิ่มขึ้นไปเรื่อยจนกลายเป็นอย่างที่เห็น

ตัวฟิกเกอร์นั้นเป็นเรซิ่นก็อปชุดของทหารรัสเซียที่จับเชลยศึกเยอรมันซื้อได้มาเมื่อนานมาแล้วเก็บเอาไว้จนลืม ก็เลยคิดเอามาทำเป็นทหารเยอรมันขอยอมแพ้ต่อทหารรัสเซียช่วงใกล้จะสิ้นสุดสงคราม

จะให้เดินบนถนนเฉยๆมันก็ดูธรรมดาไม่มีเรื่องราว ก็เลยต้องทำบ้านขึ้นมาให้เหมือนเดินออกมามอบตัว ซึ่งตัวบ้านก็ทำจากปูนพลาสเตอร์ทั้งหมดครับ หล่อออกมาเป็นแผ่นเรียบๆ แล้วค่อยนำมาตัดช่องประตูหน้าต่างและแกะลายต่างๆ ด้วยปลายเข็ม ส่วนขอบปูนที่ยื่นออกมาและขั้นบันได ก็ใช้ปูนพลาสเตอร์เช่นเดียวกันโดยหล่อเป็นแผ่นที่บางหน่อย และนำมาขัดให้ได้รูปทรงที่ต้องการ ส่วนพื้นถนนก็เป็นแผ่นปูนแกะลายเช่นเดียวกันและแกะพื้นหินให้ดูมีความสูงไม่สม่ำเสมอกัน ด้วยแหนบปากแบนครับ ส่วนร่องรอยความขรุขระบนพื้นหิน และก้อนอิฐบนตัวอาคาร ใช้กระดาษทรายขัดไม้หยาบๆ เบอร์ 3 หรือ 4 นำมาตบลงบนผิวของปูนครับ

ลองตบเบาๆดูก่อนเพื่อดูน้ำหนัก ผิวของปูนจะเป็นจุดๆเล็กๆ ยิ่งตบมากครั้งหรือแรงขึ้น ร่องรอยก็จะยิ่งมากขึ้นครับ

พื้นไม้และวงกบประตูและหน้าต่างทำจากไม้บัลซ่าหลายๆขนาดครับ ตรงส่วนโค้งของประตูนั้นใช้ไม้บัลซ่าที่ไม่หนามาก พอนำไปแช่น้ำซักพัก ไม้จะอ่อนตัวและสามารถดัดให้โค้งได้ครับ ส่วนท่อน้ำทิ้งใช้หลอดดูดน้ำมาตัดและลนด้วยไฟให้บิดงอ แล้วเพิ่มรายละเอียดด้วยแผ่นตะกั่ว







ตัวรถ Sd.Kfz.2 Kettenkrad นั้น ตอนแรกไม่ได้คิดจะใส่ครับ แต่พอทำตัวตึกและฐานออกมาแล้วมันดูโล่งๆ ไปเลยต้องหามาวางใส่ เป็นงานเก่าที่ทำไว้นานแล้วครับ นำมาตัดครึ่งแล้วปิดทับด้วยแผ่นพลาสติก จากนั้นก็ล้างสีเก่าออกเพิ่มรายละเอียดเข้าไปบางส่วนให้ดูถูกต้องสมจริงมากขึ้น เพราะโมตัวนี้เป็นของทามิย่าที่ทำออกมาน่าจะ 20 กว่าปีแล้ว รายละเอียดต่างๆก็เลยดูเรียบๆโล่งๆ ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ ครั้นจะใช้ของดราก้อนที่มีรายละเอียดดีกว่า แต่ต้องเอามาผ่าแบบนี้ก็ดูจะสิ้นเปลืองเกินไปครับ




รูปงานที่ลงสีรองพื้นแล้ว




Thursday, August 20, 2009

การทำฐานหิมะ


วันนี้ผมนำเทคนิคทำฐานหิมะอย่างง่ายๆ มาฝาก เชิญรับชมได้เลย...

(รูปเรียงลำดับซ้ายไปขวา)

1. ใช้โฟมอัดขนาด 3 มม.
2. นำรถมาวางหาขนาดฐาน
3. ร่างแบบฐานด้วยปากกา ขนาดควรจะพอดีกับรถจะสวย
4. แบบที่ร่างเสร็จแล้ว
5. ตัดด้วยมีดโกนในแนวเฉียงเล็กน้อย มีดโกนจะตัดรอยที่เรียบสวย
6. ลองวางรถจริงดูก่อนว่าต้องปรับอะไรอีก
7. เมื่อพอใจรูปทรงแล้วก็ขัดด้วยกระดาษทรายหยาบ
8. วัสดุทำพื้นหิมะมี ทรายแก้ว กาวลาเท็กซ์ น้ำ
9. ผสมทรายแก้ว กาวลาเท็กซ์ น้ำ
10.ราดบนฐานโฟม ใช้ไม้เกลี่ยให้เสมอกัน จิ้มรอยย่ำหิมะ นำรถมากดเป็นรอยสายพาน
11.เกลี่ยตบแต่ตามรอยสายพาน
12.นำเศษไม้กวาดสั้นๆ มาปักตบแต่ง ทิ้งทั้งหมดไว้จนแห้งค่อยพ่นเคลือบ



ห่างหายไปนาน ก็มาเขียนซะหน่อย เบื่อๆ อยากๆ ตามภาษาผมละครับ จริงแล้วงานเกี่ยวกับโมเดลก็มีมาก มีงานดีๆ ออกมาหลายชิ้น ทั้งงานสร้างใหม่หมด ขึ้นแบบปั้นใหม่ ดัดแปลงมหาโหด ฯลฯ ครับแต่อุบไว้ก่อนไม่โชว์(ฮา)


ปีนี้ก็เป็นปีที่ไม่ค่อยจะดีของชาวโมสเกลเลย มีข่าวที่ทำให้วงการหดตัวหลายกรณี แต่ก็อย่างว่าครับ ใครเจอผมผมก็คงยืนยังเรื่องขาลงของโมเดลเสมอ ผมก็ยังยืนยันเช่นเดิมเหมือนสิบปีที่ผ่านมา ลงแน่นอนและยังไม่ถึงก้นเหวเสียด้วย(ฮา) แต่กลับกันทางฝ่ายกันดั้ม-โรบ็อทกลับเป็นขาขึ้นอย่างน่าอิจฉา ดีวันดีคืนมาตลอด ตอนนี้เด็กใหม่ก็ฝีมือก้าวหน้ามาก คนเล่นอุ่นหนาฝาคั่ง เห็นแล้วผมต้องขอคารวะจากใจกับน้ำจิตมิตรใจชาวหุ่น ที่เกาะตัวกันอย่างเหนียวแน่น (แบบลุยมาทำงานไม่ได้มาขี้โม้กัน)

อันนี้นอกเรื่องหน่อยว่าไปอาทิตย์นี้จะแว่บไปดูหนังป๋าเควนติน ที่สกาล่าซักหน่อย เรียนเชิญผู้กระหายหนังสงครามเชิญชมได้ตามโรงฉายใกล้บ้าน ทำใจไว้ก่อนเลยว่าเป็นหนังตลกแดกตามภาษาผู้กำกับท่านนี้

สุดท้ายขอแสงความยินดี(เกาะกระแสด้วยจ๊ะ) กับพี่อุทิศ เจ้าของรางวัลซีไรต์คนใหม่ด้วย ในฐานะรุ่นน้องร่วมคณะ แกเป็นรุ่นพี่ของผมปีหนึ่ง เป็นคนทำให้ผมรู้จักว่อง คาไว เมื่อ 12 ปีก่อน(แ_งดูโคตรไม่รู้เรื่องในครั้งแรก) และก็เป็นตัวป่วนของคณะที่ชาวจิตรกรรมฯ ในช่วงเวลานั้นต้องจดจำ

สรุปคณะของเราซึ่งสอนคนวาดเขียนปั้นรูป มีนักเขียนรางวัลซีไรท์แล้วถึง 3 คน คือท่านอังคาร อาจารย์วาณิช และพี่ชินเนมอน(อุทิศ)

Tuesday, July 14, 2009

อันเนื่องจากการพิมพ์ที่ผิดพลาด
หากคุณมีPOWER UPฉบับ21อยู่ในมือจะพบว่าการพิมพ์ออกมามืดขัดใจ ผมก็ได้แต่รอให้เวลามันผ่านไปนานซักหน่อยก่อนจะเอางานนั้นมาลงซ้ำอีกรอบ เรื่องนี้มันก็เป็นเรื่องที่ควรกระทำอย่างไตร่ตรองยิ่ง เพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระเทือนกับทางสำนักพิมพ์


อันนี้ผมเลยยกบทความแบบเดิมๆลงมาด้วยจะได้อ่านประกอบกัน(ตัวสีม่วงเข้ม)

German Flak Panzer I Ausf A
TRISTAR 1:35 scale plastic kit
Modeled and photogrph by M2K


รถ ปตอ. เกิดขึ้นในช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วงเยอรมันทำการบุกฝรั่งเศสส่วนใหญ่เป็นรถกึ่งสายพานแบบ Sd.Kfz 10/4 มีประจำการเป็นจำนวนมากในกองทัพบก มีถึงเกือบ 1000 คัน ปรากฎว่าเหล่าทหารราบได้รายงานกลับมาว่า มันไม่ค่อยจะดีนัก เนื่องจากมันเปิดโล่งเกินไป ปราศจากเกราะ ทำให้พลประจำรถถูกยิงได้ง่ายเกินไป (ดูรูป) คำขอนี้ก็เป็นผลหน่วยเหนือจึงไปสอดส่องดูว่ามีอะไรพอจะมาชดเชยได้ ก็ค้นพบว่าการเอารถถังเก่าๆ ที่ใกล้ปลดแล้วมาดัดแปลงดูจะมีภาษีกว่า เรื่องก็เลยมาลงเอยที่ Panzer I แต่ทว่าการจัดสร้างครั้งนี้เป็นเหมือนการทดลองอยู่ในที จึงทำให้มันถูกดัดแปลงออกมาเพียง 24 ตัว เท่านั้น ซึ่งผลก็ออกมาเป็นที่พอใจของท่านนายพลทั้งหลายความคิดนี้จึงได้รับการขยับขยายรถถัง ปตอ. แบบต่างๆ ตามออกมาอีกมากมาย


โมเดล
สำหรับยุทธยานยนต์ตัวนี้ เป็นครั้งแรกที่ได้ลองหยิบของไทรสตาร์ มาลองทำซึ่งปรากฎว่าประกอบยากเอาการ เนื่องจากชิ้นส่วนเล็กๆ มาก แต่เมื่อฝ่าด่านการประกอบไปได้ท่านก็จะค้นพบว่างานออกแบบโมเดลชิ้นนี้มีความปราณีตและงดงามมาก ข้อดีเลยประการแรกมีแผ่นกัดกรดมาให้เป็นส่วนตะแกรงกันความร้อนท่อไอเสีย ที่ชิ้นพลาสติคไม่สามารถทำได้ นอกจากนั้นยังมีโซ่เล็กๆ สำหรับเหน็บอุปกรณ์ ปรกติก็ต้องหามาเสริมกันเอง พิเคราะห์ดูงามกว่าของดราก้อนอยู่หนึ่งก้าว


ส่วนเสริมที่ผมต้องเอาเข้าไปคือลำกล้องกลึงของจอร์ดี้ฯ ซึ่งผมไปขุ้ยดูในซุ้มอุปกรณ์เสริมที่ซื้อเก็บๆ ไว้นานแล้ว ช่วยให้งามขึ้นอีกเยอะ ในชุดนี้เขายังชุดรถพ่วง Sd.Ah.51 สำหรับบรรทุกลูกกระสุน ทำออกมาได้เข้าชุดทีเดียว ( ผมก็ไม่ได้ทำใส่ไปด้วย กะว่าเก็บไปใช้ในงานอื่นๆ )

**ข้อควรระมัดระวังคือเข้าแยกสายพานออกเป็นซ้ายขวา แน่นอนครับว่ามันไม่เหมือนกัน ทางที่ดีก็หากล่องเล็กๆ มาตัดชิ้นส่วนแยกออกจากกันไปเลย แล้วค่อยทำที่ละข้าง

พรางหิมะ
พรางนี้เป็นอีกแบบหนึ่งที่ผมยังไม่เคยนำเสนอ คือเป็นลายพรางขาวแบบทาด้วยมือบนสีพื้นเทาเยอรมัน แต่เป็ลักษณะทาจนสีขาวเกือบทึบสนิท การนี้ผมใช้สีอะครายลิกสีของของลิควิเท็กซ์ทา 4-5 รอบ จึงทึบสนิทดี เทคนิดแค่นี้จริงๆ ครับทากันง่ายนี่แหละ ร่องรอยต่างๆ ที่เกิดจากการทาจะทำให้สมจริงยิ่งขึ้น ถ้าใช้วิธีพ่นจะทำอย่างไรก็ไม่เหมือน(ในกรณีพรางจริงใช้การทา)


การแต่งเก่า
ขั้นตอนทำมีแค่สองขั้นเท่านั้น คือ วอชด้วยสีน้ำตาลอ่อนที่ผสมโดยสีอีนาเมล ของทามิยะ เอาแค่บางๆ นะครับ ปล่อยให้สีไหลไปเลยไม่ต้องเช็ดออก เมื่อสีรอบแรกแห้ง ซึ่งต้องใช้เวลาพักใหญ่เนื่องจากมันโชคมาก ก็เริ่มขั้นที่สองเลยด้วยเทคนิดปัดกลับ หรือ ปัดเนกาทีฟ ผมใช้สีเทาเยอรมัน ของทามิยะอีนาเมล แตะมาน้อยๆ นำมาขยี้กับเศษกระดาษจนสีเกือบหมาด ค่อยนำมาปัดจนทั่วรถ ให้ปัดเป็นแนวเดียวกัน(อย่างทาสีนั้นแหละ) ถ้าจะปัดให้ง่ายกว่านี้ก็เป็นสีฝุ่นก็ได้ แต่จะต้องพ่นเคลือบหนักๆ หน่อย (ดู www.modelworksop.blogspot.comหัวข้อแต่งเก่ายุทธยานยนต์) งานนี้ ผมไม่ได้ใช้เลยสีฝุ่นของมิก เพราะเห็นว่ามันไม่ค่อยจะคล้องจองกับพรางหิมะเท่าไหร่ครับ


หมึกข้างขวด

Friday, October 3, 2008

การเติมสีในอีฟ็อกซี่ (epoxy)


คงต้องบอกไว้เลยว่ากลเม็ดการเติมสีนี้ผมไม่ได้คิดเองแต่หยิบยกมาใช้จากบทความของ Mr.Yasutsugu Mori ที่ผมอ่านพบเมื่อ 6 ปีก่อน

เหตุของการที่เราเติมสีเข้าไปในวัสดุปั้นก็เพื่อความสะดวกในการมอง เพราะสีที่อ่อนมากเมื่อจองมองนานๆ จะทำให้ตาพร่า (การปั้นใช้ระยะเวลายาวนาน) วิธีการนี้พวกช่างปั้นจริงใช้กันมาก เช่น การเติมสีฝุ่นแดงในขี้ผึ้งที่นำมาปั้นพระ หรือกรณีการเคี้ยวดินน้ำมันก็จะเติมสีฝุ่นเข้าไป สีที่นิยมกันมากคล้ายกับขี้ผึ้งคือ สีน้ำตาล สีเขียวอ่อน(ช่างปั้นศิลปากร-กรมศิลปรุ่นเก่าชอบกันมาก) ถ้าเป็นต่างประเทศจะขายทั้งขี้ผึ้ง และดินน้ำมันสีเข้มอ่อนเป็นเบอร์สามารถเลือกซื้อตามความต้องการ(เป็นแบบยี่ห้อคุณภาพสูง-เกรดศิลปิน)



สำหรับงานโมเดลการเติมสีนอกจากประโยชน์ความสบายตา ไม่ลวงตาเวลาปั้น ยังทำให้สีเท่ากันดูสวยงามไม่กระดำกระด่าง เหมาะกับงานปั้นฟิกเกอร์ที่สุด

สำหรับงานยุทธยานยนต์ผมดัดแปลงใช้กับงานปั้นรอยเชื่อมโลหะ บนพื้นพลาสติคสีอ่อน เช่น เหลืองทราย(ทามิยะ) เทา(ดราก้อน) ทำให้มองเห็นแนวเส้นในการเชื่อมชัดเจนขึ้น แต่สำหรับพลาสติคสีเข้มอย่างยี่ห้ออิตาแลรี่ ก็ไม่ต้องผสมสีลงไปเลย สีอีฟ็กซี่เดิมที่เป็นสีครีมจะเห็นได้ชัดดีอยู่แล้ว

อีฟ็อกซี่ที่ใช้เป็นแบบสองตัวผสมกันแห้งในครึ่งวัน แบบนี้นิยมใช้กันมากในบ้านเรา หาซื้อง่าย ราคาปานกลาง แต่เนื้อแข็งไปหน่อยทำให้ขัดยาก


ขั้นตอนการผสมอีฟ็อกซี่


รีดทั้งสองชนิดให้เป็นเส้นเท่าๆ กัน



นำทั้งสองเส้นมาประกบติดกัน


ใช่กรรไกรตัดตรงๆ ก็จะได้ปริมาณเท่ากัน หากใช้ไม่พอก็ตัดเพิ่มอีก ส่วนที่ยังไม่ใช้สามารถเก็บไว้ได้



ก่อนผสมใช้ปากกาเคมีแบบทาวรแต้มลงไป นวดส่วนผสมให้เข้ากัน หากสียังดูอ่อนไปไม่ถูกใจก็ให้แต้มปากกาอีกแล้วนวดใหม่ ทำซ้ำๆ จนคุณได้สีที่เข้มจนพอใน แต่ผมก็ไม่แนะนำให้สีมากจนเกินไป เพราะมันจะทำให้ส่วนผสมอีฟ็อกซี่เหลวกว่าเดิม ปั้นยาก



เปรียบเทียบอีฟ็อกซี่แบบไม่ผสมสีกับผสมสีแล้ว



(เวปฝากภาพเสียแล้วทำการอัพโหลดใหม่เมื่อ: 17 ม.ค. 58)

Thursday, July 24, 2008

เรื่องของสี Tamiya acrylic
“ควรใช้สีชนิดไหน ?”

เป็นคำถามที่ผมพบอยู่เสมอ ในที่นี้เราคงต้องยอมรับสภาพว่าสีแต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียต่างกัน การเลือกใช้คงต้องคำนึงถึงว่าเราจะไปใช้งานประเภทใด ในโลกของสีมีเชื้อหลักอยู่แค่สามชนิด คือ เชื้อแลกเกอร์ เชื้อน้ำมัน และเชื้อน้ำ อย่างในยุโรปสีเชื้อน้ำจะได้รับความนิยมมาก ทั้งนี้ในโลกตะวันตกนั้นให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพชีวิตมาเป็นอันดับแรก สีเชื้อน้ำ หรือใช้แอลกอฮอล์ผสมจึงมีความปลอดภัยต่อสุขภาพมากที่สุด สีจำพวกนี้ในบ้านเราก็มีขายอยู่บ้าง เช่นทามิยะฝากลมนั้นเอง แต่ในบ้านเราไม่ได้รับความนิยม เพราะว่าสีพวกนี้มีเนื้อสีที่หนาทำให้พ่นออกมาไม่ค่อยสวย แห้งช้า หน้าสัมผัสมีความทนทานต่ำกว่าสีสองชนิดแรก บางท่านก็อาจจะชอบใช้ด้วยสาเหตุว่ามันด้านสะใจดี สีพวกนี้จะมีข้อดีคือทาง่าย แต่ไม่เรียบเท่าเชื้อน้ำมัน แต่ก็ดีกว่าเชื้อแลกเกอร์อย่างแน่นอน ข้อดีอีกประการคือสามารถใช้ผสมกับสีอครายลิก(วาดรูป)แบบเป็นหลอดได้อย่างดี เข้ากันได้เนียนสนิทมาก

สีเชื้อน้ำของทามิยะ

ตัวผมเองไม่ค่อยได้ใช้สีชนิดนี้แล้ว เคยพยายามลองใช้เมื่อทำรถถังหลายปีก่อนแต่ไม่ประสบความสำเร็จนัก ปัจจุบันนี้ผมยังใช้งานพวกทำสีพื้นดินด้วยคุณสมบัติความด้านของมัน และก็ใช้ผสมกับสีอครายลิค(วาดรูป)ที่ผมมีอยู่แล้ว (
Liquitex(สีโปรด),Grumbacher,Golden)

ตารางสีทามิยะใช้ได้กับทั้งเชื้อน้ำ(X) และน้ำมัน(XF)

สำหรับโมเดลเลอร์ที่ใช้สีชนิดนี้ทำยุทธยานยนต์(ทามิยะฝากลม) เท่าที่ผมรู้จักมี คุณChavee และก็คุณABS (นักเขียนน้องใหม่ของPower Up) ซึ่งทั้งสองท่านก็สามารถสร้างชิ้นงานออกมาได้สวยงาม ทั้งสองก็ได้เคยกล่าวกับผมว่าเหตุที่เลือกใช้สีเชื้อน้ำก็ด้วยที่พ่นสีค่อนข้างจำกัดจึงไม่อยากให้สีเหม็นนักจึงเลือกสีชนิดดังกล่าว

Thursday, June 19, 2008

เทคนิคการทำฐาน ตอนที่ 2-1 : การทำพื้นดินและต้นหญ้า

ที่เอามาให้ดูนี่เป็นตัวอย่างงานที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ จะเห็นได้ว่าใน 3ภาพแรก จะเป็นฐานที่มาจากการทำในตอนที่แล้ว ซึ่งลักษณะของการทำสีพื้นดินที่แตกต่างกันไป ตามเรื่องราวของตัวฟิกเกอร์ ก็จะทำให้งานออกมาดูหลากหลายครับ แต่ก็ต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ของแต่ละสถานที่และภูมิประเทศด้วยนะครับ

ส่วน 3ภาพด้านล่างก็จะเป็นลักษณะของป่าในเวียดนามที่จะดูรกทึบซักหน่อย และโทนสีก็ดูแตกต่างออกไป
ในโทนเขียวที่ดูเข้มๆหน่อย เพราะต้องการให้มันดูกลืนๆไปกับสีของชุดพรางครับ

สำหรับการทำสีพื้นดินและหญ้านั้นจะใช้การทาหรือการพ่นก็ได้ครับ ตามสะดวก สำหรับผมเองก็ใช้ทั้ง 2 วิธีปนๆกันในฐานเดียว บางครั้งก็ใช้สีฝุ่นหรือพิกเมนท์ช่วยด้วยในบางจุด ทางที่ดีในการทำสีควรจะลองสังเกตุจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราจะง่ายที่สุดครับ สีของดินเวลาแห้ง เวลาเปียก สีของต้นไม้ต้นหญ้า หรือสังเกตุจากหนังสือหรือหนังต่างประเทศ แล้วลองมาจำลองลงในงานของเรา จะทำให้มันดูมีชีวิตชีวาและเป็นธรรมชาติครับ...






เทคนิคการทำฐาน ตอนที่ 2 : การทำพื้นดินและต้นหญ้า

สำหรับในครั้งนี้ จะเป็นการทำฐานที่มีลักษณะของพื้นดินพื้นหญ้านะครับ ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์กับการทำฉากที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ได้ครับ แต่ที่เอามาลงให้ชมกันจะเป็นการทำฐานสำหรับวางฟิกเกอร์ และมีชิ้นส่วนฐานเดิมของฟิกเกอร์ที่เป็นตะกั่วอยู่ด้วย แต่ขนาดมันค่อนข้างเล็ก เราเลยมาลองเพิ่มขนาดของฐานให้มันดูใหญ่ขึ้นรับกับตัวฟิกเกอร์ครับ


ภาพที่1 ฐานของเดิมเป็นตะกั่วครับ นำไปยึดติดกับฐานไม้ด้วยกาว Uhu ครับ



ภาพที่2 ปั้นส่วนพื้นดินเพิ่มด้วยดินเยื่อกระดาษ นำมาโปะๆลงไป


ภาพที่3 จากนั้นเกลี่ยให้เรียบร้อยครับ ใช้พู่กันจุ่มกับน้ำ จะทำให้ทำงานได้ง่ายขึ้นครับ แต่ถ้ายิ่งโดนน้ำมาก
ดินจะยิ่งเหลว

ภาพที่4 ใช้กาวลาเท็กซ์ผสมน้ำมาทาให้ชุ่มๆครับ จากนั้นเอาทรายละเอียดมาโรยให้ทั่ว รวมทั้งหาเศษหิน
ก้อนเล็กๆ มาวาง แล้วใช้นิ้วกดทั้งทรายและหินให้ฝังลงไปในดินด้วยครับ

ภาพที่5 เทคนิคนี้สามารถนำไปใช้ได้หลายแบบครับ เพราะดินเยื่อกระดาษนั้นสามารถปั้นได้ และใช้น้ำช่วยให้อ่อนนุ่มได้ จึงเหมาะกับการทำพื้นดินได้หลายลักษณะครับ ทั้งดินโคลน เป็นเลนเละๆ หรือดินอัดแข็งๆ ช่วงที่ดินยังไม่แข็งตัวก็สามารถนำขาฟิกเกอร์ ล้อรถ หรือตีนตะขาบมากดให้เป็นรอยได้ครับ


ภาพที่6 จากนั้นนำกาวลาเท็กซ์มาทาครับ แล้วเอาผงหญ้ามาโรย ซึ่งผงหญ้านั้นจะมีขนาดความยาวเท่าๆกัน ถ้าอยากได้หญ้าที่ดูรกๆสั้นยาวไม่เท่ากัน ให้เอาเชือกกระสอบมาคลายเกลียว แล้วตัดสั้นบ้างยาวบ้าง เอามาโรยอีกทีครับ จากนั้นก็อาจจะเพิ่มพวกกิ่งไม้แห้ง และดอกไม้แห้งลงไปให้ดูมีเรื่องราวมากขึ้น ส่วนกอหญ้านั้นก็ใช้เชือกกระสอบ หรือเชือกปอครับ นำมาตัดแล้วติดลงไปอีกที


ภาพที่7,8,9 ลองดูรายละเอียดใกล้ๆครับ สีเขียวๆนั้นคือผงหญ้า ส่วนสีออกครีมๆจะเป็นเชือกกระสอบครับ ส่วนดอกไม้แห้งนั้นมีหลายแบบครับ หาได้ตามร้านขายและจัดดอกไม้ ลองหามาใช้กันดูครับ...



Saturday, May 17, 2008

เรื่องของสี Gunze part 3
:การผสมสีให้สดสวย เราเลือกผสมดีสีก็สวย
.
ความรู้บางประการเกี่ยวกับสีสดที่เราควรจะรับรู้ไว้คือ สีที่เราจะใช้ผสมให้เกิดสีใหม่ที่สดต้องเกิดจากการผสมกับสีแม่สี รหัส P จะได้สี่สดกว่าสีทั่วไป เช่นเราอยากจะได้สีส้ม หากเราเอา สีแดง327 และสีเหลือง313 จะได้สีส้มที่ไม่สดเท่ากับใช้ สีแดง68(Red Madder) หรือ 79(Shine Red) กับสีเหลือง4 ที่มีความเข้มสดของสีมากกว่า (intensity) เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะสีสองเบอร์แรกที่ยกขึ้นมา เป็นสี FS (Federal standard) เป็นสีที่ถูกผสมมาด้วยสีอื่นๆ มาแล้วเพื่อให้ได้สีตรงตาม FS เช่นอาจมีการเติมสีดำ สีขาวเพื่อปรับค่าความเข้มของสี หรือเจือสีอื่นที่เป็นสีตรงข้ามเพื่อลดความสดของสี จึงเป็นสีที่ไม่เหมาะจะนำมาใช้ผสมเช่นเดี่ยวกับสีแม่สีแท้ แต่หากนำดัดแปลงเป็นสีเฉดใกล้เคียงกัน ก็เห็นจะเป็นเรื่องที่สมควรทำได้
.
สีที่ร้ายกาจมาก มีค่าสีแท้เปลี่ยนแปลงที่สุดมาคือสีสดในตระกูล RLM อย่างสีเหลือง114 และสีแดง115 ที่จะถูกโรงงานผสมสีมามากจนลดความสดไป ทั้งมีลักษณะของการผสมขาวมาก จึงไม่ควรนำมาผสมใช้อย่างสีแม่สีอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้สีของท่านไม่สวยเท่าที่ควร โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้สีสรรสดใส เช่น รถยนต์ หุ่นยนต์ ตัวคาแรกเตอร์ แม้กระทั้งยานรบติดเครื่องหมายมาร์กิ้งพิเศษของ ชาวมิลิทาลี่ ก็เช่นกัน
.
ในบางกรณีบางท่านอาจจะแก้ปัญหาด้วยการใช้สีในตระกูล Character เบอร์ 108,109,110 ใช้แทนอย่างแม่สี ก็สามารถใช้ได้ดีระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ดีเท่ากับสีแม่สีในตระกูลรหัส P อย่างแน่นอน เพราะสีพวกนี้มีการเติมขาวเข้าไปด้วยเพื่อความทึบแสง (ทำให้พ่นไม่กี่เที่ยวสีก็จะสนิท) อย่างไรก็ตามสีตระกูล Character ก็มีค่าความสดของสีมากกว่า สี FS หรือ สีเบอร์ของเครื่องบิน หรือ เรือ

Sunday, April 20, 2008

เรื่องของสี Gunze part 2
:ฉลากสีของใกล้ตัวที่คนเรามองข้าม


ฉลากหน้าขวดเป็นแหล่งข้อมูลดี ๆ อย่างหนึ่งที่เราอาจมองข้ามอย่างหน้าเสียดาย หน้าฉลากนอกจากเลขสี ชื่อบริษัท อะไรจำพวกนั้น เรายังจะพบเห็นอักษรย่อตัวเล็กว่อนตามมุมซ้ายมุมขวา ในบางฉลากสีจะมีอักษรพวกนี้มากเชียว รูปที่ผมเอามาลงก็เป็นรูปจากในตารางสีของบริษัทเขานั้นเเหละ พร้อมคำแปลอักษรย่อต่าง ๆ จริงมันยังมีเรื่องเล็ก ๆน้อยที่ต้องเล่าอีกลายอย่าง แต่ตอนนี้ผมคงต้องไปเร่งงานก่อน...อาทิตย์หน้าค่อยมาว่ากันต่อครับ

Friday, April 4, 2008

เรื่องของสี Gunze part 1

ตารางสีมิสเตอร์คัลเลอร์สำหรับผู้ที่ยังไม่มีครอบครอง


เป็นเรื่องพื้นฐานมากที่เราอาจจะมองข้ามไป ผมก็คงจะเริ่มกับสีที่เป็นเหมือนเพื่อนยากมานานนมอย่างมิสเตอร์คัลเลอร์ที่เราเรียกกันติดปากว่ากันเซ่(แต่ควรเรียกว่า”กุนเซ่”น่าจะถูกกว่า) ข้อดีหลายประการของมันคือ


1.สีที่แห้งจนแข็งติดขวด แค่เติมทินเนอร์ลงไปทิ้งไว้ซักคืนจะคืนสภาพเดิม ซึ่งสีอื่น ๆแทบจะไม่มีคุณสมบัตินี้อยู่ ถ้าแห้งก็ถือว่าเจ๊งหมดสภาพไปต้องซื้อใหม่
2.มีเนื้อสีละเอียด เบา เหมาะสำหรับการพ่นสีมาก ผิวที่พ่นได้จะเนียนกว่าสีทุกยี่ห้อ
3.มีเฉดสีให้เลือกมากเป็นร้อยสี ไม่เชื่อก็ลองดูชั้นขายสีของทามิยะที่ตั้งเทียบกันอยู่ น้อยกว่ากันครึ่งหนึ่งเห็นจะได้


สำหรับข้อแนะนำซึ่งคุณจะเชื่อผมหรือไม่ก็แล้วแต่ฌาณทัศนะของแต่ละบุคคล เพราะนี้เป็นสิ่งที่ผมรับรู้ด้วยประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ที่เรียนรู้อย่างลองผิดลองถูกมานาน ก็ค้นพบว่าทินเนอร์ที่ดีที่สุดก็คือของ ๆ มันนั้นเอง ถึงแม้ว่ามันจะทำละลายสีได้ช้ากว่าพวกทินเนอร์อย่างสามเอ หรือหัวทินเนอร์แบบอื่น ๆ ซึ่งทินเนอร์พวกนี้มีผลข้างเคียงทำให้สีมีอายุสั้นลงเก็บไม่ได้นาน เท่าเดิมหากปล่อยสีแห้งจนสนิทจะแตกเป็นท้องนาหน้าร้อน ต่อมาจะกลายเป็นผงที่ไม่ยอมทำละลายกับทินเนอร์อีกเลย นอกจากนั้นการใช้ทินเนอร์แปลกปลอมยังมีอาการทำให้พื้นผิวเป็นกระดาษทราย รวมถึงการหลุดร่อนของสีหากพ่นงานโดยปราศจากสีรองพื้น


ส่วนทินเนอร์ของที่ผลิตในไทยก็พอใช้ได้ แต่ก็มีปัญหาเรื่องการหมดอายุ เมื่อเก็บนาน ๆ แล้วจะมีปัญหาไม่ทำละลายสีที่สมบูรณ์ อาการนี้ผมเคยประสบมาเมื่อนานแล้วทำให้งานเสียหายซึ่งผมรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนประการดังกล่าวผมจึงยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อความมั่นใจ ไม่ต้องมานั่งกังวลว่าทินเนอร์เก่าหรือไม่ เปิดฝาทิ้งไว้นานหรือไม่ แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่ามันใช้ไม่ได้(เดี๋ยวเจ้าของเขาจะมาว่าเอา ...ฮา)เพราะชาวบ้านเขาใช้กันโคล้ม ๆ แต่ก็แค่ข้อให้ใช้อย่างระมัดระวังซักหน่อย

...เอาไว้แค่นี้ก่อนครับเดี๋ยวค่อยมาต่อคราวหน้าช่วงนี้ผมงานเยอะมากเพราะไปเข้าร่วมงานของหลวงหลายโครงการ และยังงานของนักสะสมอีกหลายชิ้นที่ยังพันตูกันอยู่ หวังว่าพื้นที่เล็ก ๆ ของเราคงมีประโยชน์แก่ผู้เยี่ยมชมทุกท่านครับ