Monday, August 8, 2016

CMP 15cwt "Kubel" part 4

โมเดลนี้ชิ้นส่วนหลักจะหล่อออกมาชิ้นเดียวเป็นกล่องเลยทำให้ลดชิ้นส่วนย่อยๆลงได้มาก แต่ข้อเสียคือรายละเอียดจะหายไปมาก จะดีกับพวกยุทธยานยนต์ตัวหายากที่มีข้อมูลน้อยๆ คือไม่สามารถรู้รายละเอียดจริงของยุทธยานยนต์ จึงไม่สามารถใส่รายละเอียดลงไปในโมเดลได้นั้นเอง

ชิ้นแรกที่ทำการประกอบลงไปคือชิ้นท้ายรถเป็นแผ่นใหญ่เต็มท้าย ส่วนรอยประกบอยู่เข้ามาในชิ้น จึงต้องทำการอุดขัดทั้งแนว


กลเม็ดการประกบของผมคือให้ส่วนที่ปะ(ฝานอก)เยื้องมาด้านบนเล็กน้อย เพื่อให้เกินมาปาดออกจะลดการอุดลงได้มากขึ้น แนวประกอบจะเป็นเงามันที่เกิดจากซุปเปอร์กลู


มองมุมนี้จะเห็นแนวฝาหลังสูงกว่าเล็กน้อย ในงานสูงไม่ถึง 0.2 มิล เล็กน้อยก็จริงแต่สามารถลดเวลาทำงานของเราได้เป็นชั่วโมง


ส่วนที่เกินใช้อาร์ทไนฟตัดออก แต่แค่ในระดับเกือบถึงที่ต้องการ(ห้ามตัดพอดี เพราะโอกาสจะกินเนื้องานมีมาก (เอาแค่พอใกล้ๆ)

มีคนเคยถามทำไมต้องอาร์ทไนฟ คัตเตอร์ธรรมดาไม่ได้หรือ? จริงคัดเตอร์ก็สามารถ แต่หัวมันจะคล่อนกว่าและการจับมีดไม่นิ่งเท่าอาร์ทไนฟ ในที่นี้ผมเข้าใจว่าคนที่ถามไม่เคยใช้อาร์ทไนฟ ถ้าเขาเคยใช้จะรู้เลยว่ามันจับได้นิ่งกว่า งานเนี้ยบๆ บางทีต้องออกแรงตัดเยอะ การใช้อาร์ทไนฟส่งแรงตัดได้ดีกว่ามาก



แนวรอยประกบหลังตัดออกใกล้เคียงแล้วผมใช้ตะใบหางหนู(ตะไปจิ๋วหรือสุดแล้วแต่เราจะเรียกกัน) เอาแบบแบน ขัดแบบกด-ปาดออกให้ได้แนว ข้อสำคัญพยายามปาดเท่าที่จำเป็นอย่าไปกินเนื้อที่ได้ระดับอยู่แล้ว ตะใบหยาบมันจะทำให้ผิวเสียหายมาก(คือหยาบขึ้นเป็นเส้นเลย)


แนวหลังปาด(ขัด)ด้วยตะไบได้ระดับแล้ว  
แนว A คือแนวที่เราลงกระดาษทราย 300-600 ก็จะเรียบสนิท
แนว B คือแนวที่ปาดไปแล้วยังเกิดรอยแหว่งอยู่ คือต้องอุดเพิ่มเพื่อให้ผิวสนิท ในกรณีนี้ผมใช้การอุดด้วยซุปเปอร์กลูเลย



เมื่อชิ้นส่วนเข้าที่แล้วก็ได้มาตรวจดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง ในที่นี้ผมทำการตรวจแนวฉากทั้งแนวดิ่งและแนวระดับ เมื่อดูก็จะมองเห็นปัญหาแล้วว่าชิ้นส่วนมีจุดที่เกิดการบิด ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าช่างขึ้นแบบโมเดลต้นแบบทำมาเบี่ยวแต่แรกหรือก็ช่วงกระชากจากพิมพ์
แนวเส้นสีเขียว OK =งานได้ระดับ
แนวเส้นสีแดง =งานไม่ได้ระดับ

ในคราวหน้าผมก็จะมีวิธีการแก้ไขมาให้อ่านกันครับ

Thursday, December 3, 2015

CMP 15cwt "Kubel" part 3

หลังจากผมได้กล่าวถึงหลักการทำงานแล้วที่นี้เราก็ได้ลงมือทำชิ้นงานจริงกันสักที

เทคนิคมิลลิ่ง(Milling)

โดยวิธีการก็คือการเอาเนื้องานออกแบบหนึ่ง เหมือนใช้เครื่องเจียรนั้นเอง แต่ทีนี้เครื่องมิลลิ่ง มีระบบการควบคุมที่ดีกว่า เป็นการบังคับในแกน xแกน y งานจะออกมาเรียบร้อยกว่าเพราะออกมาจากแท่น

ไม่ได้ใช้เจียรแบบฟรีแฮนด์ จากนี้ไปการมิลลิ่งผมจะเรียกว่า "การกัด" และอีกประการความเข้าใจในการกัดนี้ผมมีความรู้ระดับพื้นๆ เพราะผมไม่ได้เรียนช่างอุตสาหกรรม ผมเพียงไปอบรมงานกลึงงานกัดระยะสั้นมา ซึ่งบ.ทำโมเดลที่ผมเคยทำงานด้วยเมื่อเรียนจบป.ตรี ใหม่ๆ บังคับให้ไปเรียน 5555

ส่วนประกอบของเครื่องกัด

1.มอร์เตอร์ มีหัวจับกับดอกกัด : หน้าตาเหมือนหัวเจียรหรือสว่านไฟฟ้านั้นแหละ แต่ขนาดและสัดส่วนต่างออกไป

2.หัวกัด (milling cutter) : หน้าตาจะคล้ายดอกสว่าน แต่หัวจะตัดกว่า คุณสมบัติจะกินด้านข้างมากกว่าหน้าตรง ต่างจากดอกสว่านที่จะกินด้านหน้า(เจาะ) ข้างๆจะไม่กิน

3.แท่นจับชิ้นงาน : ด้านล่างจะเป็นมือหมุนควบคุมให้เดินหน้า-ถอยหลัง หรือซ้าย-ขวา

หลักการอธิบายแบบง่ายๆ คือ  หัวกัดที่ติดอยู่กับมอเตอร์จะอยู่เฉยๆ ตัวชิ้นงานที่อยู่บนแท่นจับต่างหากที่เคลื่อนไหว วิ่งเข้าไปหาหัวกัดในทิศทางต่างๆ ซึ่งจะตรงข้ามกับการเจียรด้วยมือของเราคือ เราจับชิ้นงานไว้นิ่งๆ แล้วเอาตัวหัวเจียรวิ่งเข้าไปหาชิ้นงาน (ยกเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นความแตกต่าง หวังว่าคงไม่งง)

ในที่นี้แท่นกัดมีราคาสูงมากเหมาะกับงานโมเดลอุตสาหกรรมหรืองานโมเดลสถาปัตยกรรม ซึ่งเป็นงานขึ้นรูปเองทุกชิ้นส่วน ถึงจะคุ้มค่าเครื่องเพราะงานในตระกูลที่กล่าวมา มีราคาค่างวดสูงตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลายแสนบาท การเอามาทำโมเดลทั่วไปถือว่าไม่คุ้มเท่าที่ควร

คนคงถามแล้วผมยกมาทำเยี่ยงไร? ผมก็ตอบได้ว่ามีทางออกที่ประหยัดโดยการดัดแปลงแทนสว่านธรรมดา(ขนาดเล็ก) และตัวจับชิ้นงานมาแปลงเป็นแท่นกัดได้ เพียงแต่ว่าการควบคุมมันยากกว่าเท่านั้นเอง แต่ประหยัดทรัพย์ไปมาก  ในโอกาสต่อๆไปผมจะหาตัวอย่างการดัดแปลงเครื่องกัดมาให้ชมกัน

เรามาเข้าสู่ตัวอย่างชิ้นงานดีกว่าครับ



เนื่องจากชิ้นส่วนกระจังหน้าเราจะเห็นได้ว่าข้อจำกัดของการหล่อ หรือการรวบชิ้นเข้ากันเพื่อประหยัดพิมพ์ ทำให้ชิ้นนี้ดูตายทึบตันไปทั้งที่จริงเป็นช่องรับอากาศที่จะต้องวิ่งผ่านไปยังหม้อน้ำ และส่วนนี้เมื่อเราดูงานจากด้านหน้าย่อมเป็นจุดเด่นเห็นเป็นจุดแรก เมื่อเกิดความด้อยเราก็ควรปรับปรุงเท่าที่จะเป็นไปได้...

ฉะนั้นส่วนนี้เราต้องทำการปาดหรือกัดตะแกรงส่วนหน้าทิ้งไป เทคนิคกัดนอกจากการปาดออกในคราเดียวกันแล้ว เราก็สามารถสร้างชิ้นหม้อน้ำที่อยู่ด้านในไปพร้อมกันได้ด้วย!

การกัดทำได้ไม่ยากเท่าการตั้งชิ้นงานบนแท่นให้ได้ระดับ ชิ้นงานเราไม่ใช้ชิ้นโลหะแบบงานอุตสหกรรมที่สามารถบีบจับได้อย่างเต็มไม้เต็มมือ นอกจากการจับต้องแน่นไม่เคลื่อนไประหว่างการกัด แต่ก็ไม่แน่นไปจนทำลายชิ้นงานที่เป็นวัสดุอ่อนแออย่างเช่นพลาสติคหรือเรซิ่น ก็เรียกว่าต้องหามุมดีๆมีการรองแท่นที่เหมาะสม

การกัดเราจะเริ่มจากตรงกลางออกไปหาริมแบบเดินวนไปเรื่อยๆ เพื่อความปลอดภัยเราก็ไม่ควรเดินหัวกัดลึกเกินไปในทีเดียว ค่อยๆกินไปที่ละสองสามมิลจะปลอดภัยกว่า  เศษชิ้นส่วนที่เกิดขึ้นระหว่าง



การกัดต้องคอยเป่าออกตลอดเพื่อไม่ให้บังชิ้นงานระหว่างปฏิบัติงาน ที่ดีควรมีโคมไฟให้แสงสว่างที่ชิ้นงานตลอดเวลา

ชิ้นงานที่กัดเสร็จแล้ว จะเห็นว่ามีช่วงมุมขวายังเก็บงานไม่หมด แต่ไม่เป็นไรเราสามารถมาแต่งด้วยเครื่องมือทั่วไปเช่นมีดอาร์ทไนฟ์ ตะไบ กระดาษทรายภายหลังได้อีก

แต่งด้วยเครื่องมืออีกเล็กน้อยก็จะได้ชิ้นงานที่เรียบร้อย ผิวหน้าจะเกลี้ยงแบบเรียบอย่างหมดจด ในชั้นตอนต่อไปผมก็จะใส่รายละเอียดหม้อน้ำอีกเล็กน้อยและจะขึ้นกระจังหน้าด้วยโฟโตเอชตะแกรง (ตอนต่อๆไปครับ)


ผมมีตัวอย่างเพิ่มเติมคือตัวแชทซี่บางครั้่งเขาหล่อชิ้นส่วนมาติดๆกัน จนมีน้ำหนักมาก ในยานยนต์บางแบบส่วนรับน้ำหนักค่อนข้างอ่อนแอ เพื่อลดความเสี่ยงโครงสร้างชิ้นงานงอหรือทรุดในอนาคต(อันใกล้) ผมก็ใช้การกัดเข้าไปในชิ้นส่วนเพื่อคว้านเนื้อเรซิ่นออกเพื่อลดน้ำหนัก ในตัวอย่างนี้ผมเอาน้ำหนักออกได้เกือบครึ่งหนึ่ง

ส่งท้าย

บล็อกนี้ต้องขอบคุณแฟนเก่าๆที่ยังมาติดตามงานกัน เพราะดูจากตัวนับแล้วแต่ละเดือนยังมีคนมาดูราว 500 คลิกต่อเดือน ถึงจะน้อยสำหรับเวปหรือบล็อกที่เคลื่อนไหว แต่สำหรับบล็อกที่แทบจะไม่อัพเดทเลยถือว่ามากจริงๆครับ ขอบคุณจากใจจริงอีกครั้ง

ผมสัญญาว่าจะพยายามปลีกตัวจากงานประจำ งานต่างๆ..มาสร้างสรรค์บทความใหม่ๆที่จะเกิดประโยชน์ต่อผู้อ่านมากเท่าที่เวลาอำนวย หลายครั้งมีข้อมูลใหม่ๆหรือเจอเอกสารข้อมูลเก่าๆที่ผมใช้ประกอบการทำงาน ซึ่งน่าจะนำมาสร้างเป็นบทความจริงๆแต่ผมก็ไม่มีเวลาพอจะมาเขียน เมื่อเวลาผ่านไปผมก็จะลืมเสียอีก...

ถึงหน้าที่การงานผมจะเปลี่ยนไปมาก มีภาระงานรับผิดชอบเยอะ แต่งานโมเดลเป็นงานอดิเรกที่ผมรัก เล่นแต่สมัยยังเล็กๆ มิตรสหายหลายคนคบกันมาหลายสิบปีก็จากโมเดล การไม่เห็นผลงานไม่ใช่การทิ้งหายไปไหนอย่างแน่นอน ผมยังคงทำงานใหม่ๆเสมอ แต่ผมออกจะรักความเป็นส่วนตัวมากตามภาษาคนทำงานศิลปะ


Sunday, February 15, 2015

CMP 15cwt "Kubel" part 2

WARNING
บทความนี้ผมเขียนเพราะอย่างเขียนจริงๆ เห็นเป็นเวลาเหมาะสมในช่วงเวลาอัสดงของวงการโมเดล เพราะถ้าเขียนอยู่ในช่วงผมทำหนังสืออยู่ ก็อาจเหมือนการสร้างกระแสบางอย่าง  ต่างจากเวลานี้ที่ไม่ได้มีหัวโขนอะไร  ผมซื่อสัตย์ในตัวหนังสือเสมอ...เขียนในสิ่งที่ผมคิด...เขียนในสิ่งที่ผมทำ...ผมถูกฝึกมาอย่างนี้และคงเป็นเช่นนี้ตลอดไป

บทความจากนี้ต่อไปจะซับซ้อนยืดยาวไปสำหรับคนชอบอะไรสั้นๆ ผมเขียนใส่อารมณ์แยะแยะ ล้วงแคะแกะเกาก็มาก ถ้าท่านไม่ชอบแบบนี้ควรมองข้ามไป อย่าไปสน (เรซิ่นมันก็ตกสมัยแล้วอย่ามาแลดีกว่า)

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านจะเห็นคือมุมมองของผมโดยแท้ ผมไม่ขอรับผิดชอบใดๆ เพราะท่านกำลังก้าวเข้าสู่โลกของอัตวิสัย


PRODUCTION
หลังผ่านไปหนึ่งตอนแบบมึนๆ ผมก็ขอเข้าสู่กระบวนการขึ้นเขียง หัน เจาะ ตัด แนวคิดของการทำเรซิ่นที่ต่างจากพลาสติกอย่างชัดเจนมีอยู่สามประการ เรียกว่าเป็นหัวใจของนักรบเลยก็ว่าได้

  1. ความเที่ยงตรงของชิ้นส่วนโครงสร้าง(precision)
  2. ความแข็งแรงของชิ้นงาน(construction)
  3. ลายละเอียดปราณีต(elaborate)
สามประการนี้เป็นเหมือนสามเหลี่ยมที่ประสานกัน โดยเฉพาะสองข้อแรกคือความต่างอย่างสุดขั่วเมื่อเทียบงานพลาสติค  ผมจะขยายความคิดพวกนี้สักหน่อย สิ่งสำคัญตลอดกาลในการทำงานของผม

ทั้งสามเป็นการเรียงลำดับจากสำคัญสุดไปหาน้อย หลายคนอ่านแล้วคงแปลกใจ.... อย่าได้สงสัยเลย สิ่งที่นำเสนอนี้เป็นความคิดรวบยอดของผมเอง ไม่ได้ไปลักขโมยที่ไหนมา


1. ความเที่ยงตรงที่นี้คือความตรงจริงๆ (อย่าฮา) เพราะคุณสมบัติที่เลวร้ายของเรซิ่นคือความไม่เสถียรของวัสดุ กระบวนการผลิตในช่วงคายความร้อนของชิ้นส่วน ที่มีความหนาบางต่างกันก็จะมีความร้อนไม่เท่ากันทำให้เกิดการบิดหนึ่ง  การดึงออกจากพิมพ์ในเวลาเร็วเกินไปก็มีส่วนทำให้วัสดุที่ยังอ่อนเสียรูปหนึ่ง

ถ้าแบบนั้นก็...."ทิ้งในพิมพ์จนเย็นค่อยดึงออกจะได้ไม่บิด" วิธีนี้ถูกต้องสามารถลดปัญหาได้....แต่ในความจริงการผลิตก็ต้องพยายามทำให้ได้ชิ้น/แม่พิมพ์/วัน ให้มากที่สุด โรงงานจะกำไรดี...

ถึงแม้จะแกร่งดีบิดน้อยมาจากโรงงงานแล้ว การเอามาทิ้งไว้ในสภาพอุณหภูมิสูง แรงดึงดูดโลกก็ช่วยให้มันไปกันใหญ่ได้แบบสบายๆ  ฉะนั้นสิ่งที่เราพบในงานเรซิ่น เหมือนเป็นภาพรวมที่เราประหวั่น "ชิ้นส่วนบิดๆงอๆ เหมือนข้าวเกรียบว่าว" เช่นนั้นเอง

ประการสำคัญของการทำเรซิ่น คือการทำให้ชิ้นส่วนมันเข้ารูปตรง ในทุกมิติ ในทุกแกน(ฮา) เราต้องใช้ตั้งแต่การต้ม(ผมแทบไม่ใช้) เผา ไดร้อน ตัดผ่า โป๊ว เพื่อทำให้คือสภาพใกล้เคียงความตรงที่สุด ตรงด้วยการเอาไม้บรรทัดเหล็กเล็กๆ วางทาบชิ้นงานแล้วไม่เกิดช่องว่างเลย เท่ากับ 100%  ในแนวดิ่งก็จับด้วยฉากงานโลหะ

ถ้าเป็นแผ่นระนาบไม่ว่าวัดจากมุมไหนด้วยไม่บรรทัดจะไม่มีช่องว่างให้เห็นเลย อันนี้คืออุดมคติ ในบางทีหรือบางชิ้นส่วนเราไม่สามารถทำได้เต็ม 100 แต่อย่างน้อยต้อง 90% (ฮาแต่เอาจริง)  ของจริงในงานที่ผมถือว่าผ่านได้มีช่องว่างไม่เกิน 0.5 ม.ม. (ในกรณีงานที่เลวร้ายที่สุด) โดยทั่วไปต้องต่ำกว่า 0.3 ม.ม. ช่องว่างนี้สามารถวัดด้วยพลาสติคชีทความหนาขนาดต่างๆ แต่อย่างผมทำมานานสามารถประมาณขนาดด้วยสายตาได้



2. โครงสร้างในที่นี้แบ่งออกเป็นสองลักษณะ หนึ่งคือความแข็งแรงภายในชิ้นงาน  ดังที่กล่าวถึงคุณสมบัติเนื้อในของเรซิ่นไปแล้ว เพียงแค่ทากาวเฉยๆ ไม่สามารถรับน้ำหนักของชิ้นงานได้ งานจะพังไปในไม่กี่ปีโดยไม่ต้องมีใครไปยุ่มย่าม ความเสียหายนี้เกิดจากน้ำหนักตัวมันเอง เนื้อเรซิ่น และแรงดึงดูดโลก ช่วยกันทุกวันมันก็จะแตกหักทรุดไปเอง รถล้อยางแบบผมจะนำเสนอนี้เจ๊งได้ไวที่สุด สองคือโครงสร้างภายในลำตัวที่เราต้องช่วยสร้างเสริมความแข็งแรงและกระจายน้ำหนัก

จากข้อแรกถึงแม้เราตัดดัดไดร์(อย่างซาลอน) จนเข้าที่แล้วเราต้องเสริมโครงสร้างในส่วนที่ซ่อนได้ ในชิ้นใหญ่เช่นโครงลำตัว ชิ้นเล็กส่วนที่เล็กก็ต้องใช้การเจาะฝังแกน ถ้าเจาะไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยนส่วนนั้นเป็นโลหะไป ยิ่งเป็นส่วนรับน้ำหนักของรถยิ่งต้องใส่ใจ คิดเสียว่าเหมือนเราซื้อรถวิ่งๆไปแหนบหัก โช๊คแตก เพลาขาด เราคงไม่อยากเจอ เหมือนโมเดลเช่นกันเพราะมันก็จำลองความจริงบางอย่างย่อส่วนลงมาด้วย แต่ในคุณสมบัติของวัตถุที่เลวกว่ามาก (อ่านตามตัวอักษรดีๆผมหมายถึงตามนี้จริงๆ)

ถ้าเราทำงานไว้สวยงามดีแล้ว ต้องมาพังภายในสามสี่ปีข้างหน้า เป็นเรื่องช้ำใจที่สุด จากที่ผมได้ประสบมาแล้วทุกวันนี้งานหลายชิ้น(งานโบราณ) เสียหายกองไว้หลายปีแล้วเพราะผมทำใจซ่อมไม่ได้ ยังไงทำมาก็คงไม่ดีเท่าเก่า จะรื้อทำใหม่หมดก็รับไม่ได้(กลัวเสียเวลา) หวังใจว่าบทความเล็กๆน้อยๆนี้คงจะสามารถชี้ทางออกให้กับการทำงานเรซิ่นได้พอสมควร


3.ติดตามตอนต่อไป...